top of page
การลงทุน             วิธีการลงทุน                การลงทุนเบื้องต้น                  การลงทุนหุ้น                การลงทุนยูฟ่าเบท168                 การลงทุนสล๊อต                การลงทุนบาคาร่า                การลงทุนแทงบอล                การลงทุนคาสิโนออนไลน์                การลงทุนเว็บบอล      
stock trading1.jpg
การลงทุนที่ดีที่สุด                  ลงทุนมั่นคง                  การลงทุนเพื่อรายได้                  การลงทุนมาตราฐาน                     การลงทุนทั่วไป                     การลงทุนแบบเทรด                  การลงทุนด้วยนโยบาย                 การลงทุนสากล
เว็บไซด์ของเราให้ความรู้เกี่ยวกับการลงทุน     อันดับ1   ที่ดีที่สุด    ที่ได้     มาตราฐานสากล    และเป็นที่นิยมมากที่สุดในปัจจุบัน  ที่รวดเร็ว ทันใจ  เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนหรือต้องการเรียนรู้วิธีในการลงทุน   เพื่อเป็นแนวทางในการเลือกข้อดีและข้อเสียในการลงทุนใน     ระบบออโต้     และแบบ     ระบบอัตโนมัติ  สำหรับการลงทุนต่างๆที่ผู้คนได้เข้ามาหาและศึกษาข้อมูลต่างๆในการลงทุน ในรูปแบบข้อมูลเบื้องต้นจะช่วยให้คุณมีความรู้เพิ่มเติมไม่ตกเทรนและตามทันสถาณการณ์  เรา  เปิดบริการตลอดเวลา24ชั่วโมง  ครบจบที่นี่ที่เดียว   ที่มีความ   มั่นคง ปลอดภัย   จากแอดมินยูฟ่าเบท168ที่มีประสบการณ์มากกว่า10ปี โดยสามารถสอบถามโปรโมชั่น และโบนัทของแต่ละค่ายได้ สมารถสมัครสมาชิกได้รวดเร็วภายใน5 วินาทีแบบไม่มีขั้นต่ำแน่นอน รับประกันจากผู้ที่เข้ามาใช้บริการต่างๆมากมาย ทางเราขอขอบพระคุณผู้ที่เข้ามาศึกษาหาช้อมูลเรื่องการลงทุนกับทางเราที่เข้ามาแบบไม่ขาดสายด้วยทางเรามีความปราถนาดีจากทางเว็บไซด์ของเราที่พร้อมมอบรายละเอียดต่างๆ และแนะนำความรู้เบื้องต้นให้ทุกท่าน 
"   ขอบคุณค่ะ  "
stock trading5.jpg

การลงทุนที่ดีที่สุด   คืออะไร

ความหมายการลงทุน คือ การนำเงินที่เก็บสะสมไปสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าการออม โดยการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล หรือหลักทรัพย์ต่าง ๆ ซึ่งจะมี ความเสี่ยง ที่สูงขึ้น
การลงทุนส่วนบุคคล
            ทำไมบุคคลจึงต้องลงทุน (Why Invest) โดยปกติรายได้ที่บุคคลได้รับจะถูกจัดสรรออกไปเป็น 2 ด้านใหญ่ ๆ คือ ส่วนหนึ่งเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และอีกส่วนหนึ่งเก็บออมไว้สำหรับใช้จ่ายในวันข้างหน้า
            การใช้จ่ายเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันของบุคคลเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ถ้าสามารถจัดสรรค่าใช้จ่ายอย่างเหมาะสมให้มีเงินเหลือใช้ ก็จะเป็นประโยชน์ที่จะมีเงินออมเก็บไว้สำหรับความจำเป็นในวันข้างหน้าได้มากขึ้น
            การที่คนเราเก็บออมก็เพราะได้เปรียบเทียบแล้วว่า เงินที่เก็บออมไว้เพื่อใช้จ่ายในวันข้างหน้าจะให้ประโยชน์คุณค่า หรือความพอใจสูงสุดแก่เขามากกว่าจะเอามาใช้เสียในวันนี้
            ทำอย่างไรจึงจะให้เงินออมที่อุตส่าห์สะสมไว้เพิ่มพูนค่าและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เจ้าของสิ่งสำคัญก็คือ คนเราต้องรู้จัก "การลงทุน " (Investments) การลงทุนเป็นการนำเอาทรัพย์สินที่บุคคลมีอยู่ไปดำเนินการในทางที่ก่อให้เกิดประโยชน์ ซึ่งจะให้ผลตอบแทนกลับคืนมาในช่วงเวลานั้น
การลงทุนแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ
            การลงทุนในสินทรัพย์ทีมีตัวตนเห็นประโยชน์จากการใช้ได้อย่างชัดเจน กับการลงทุนในสินทรัพย์ที่ไม่เห็นประโยชน์การใช้ได้  โดยชัดเจน (Tangible and intangible investment) การลงทุนซื้อบ้าน ซื้อรถยนต์ ซื้อเพชรพลอยของมีค่า
            ซึ่งเราสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินที่เราลงทุนเป็นเจ้าของไว้โดยตรงได้อย่างเต็มที่ที่เรียกว่า Tangible investment ส่วนการลงทุนในหุ้นพันธบัตรตราสารการเงินอื่น ๆ ซึ่งผู้ซื้อมีสิทธิเรียกร้องและมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากการถือกรรมสิทธิ์ในตราสารเหล่านี้ไว้ เรียกว่าเป็นการลงทุนแบบ Intangible investments สำหรับในบทนี้จะเน้นเฉพาะการลงทุนที่เป็น Intangible investments หรือที่จัดอยู่ในประเภทของการลงทุนทางการเงิน เป็นส่วนใหญ่
การลงทุนทางการเงิน (Financial investments)
            หมายถึง การที่ผู้ลงทุนนำเงินที่มีอยู่ไปซื้อหลักทรัพย์ต่าง ๆ ซึ่งหลักทรัพย์ดังกล่าวก่อให้เกิดรายได้กับผู้ลงทุนนั้น ซึ่งการลงทุนทางการเงินโดยทั่วไปมักจะทำผ่านกลไกของตลาดการเงิน
            วัตถุประสงค์ของการลงทุนทางการเงิน เพื่อจะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนในรูปแบบของดอกเบี้ย (Interest) เงินปันผล Dividend) กำ ไรจากการซื้อขายหุ้น (Capital gain) และสิทธิพิเศษอื่น ๆ กล่าวโดยสรุปก็คือ มุ่งผลตอบแทนจากการใช้ทุนในรูปแบบของผลตอบแทนทางการเงิน (Monetary return) นั่นเอง
เงินเพื่อการลงทุนได้มาจากไหน (Money For investing)
        เงินสำหรับนำมาลงทุนได้มาจากแหล่งใด หรือมีทางที่จะได้มาอย่างไรถ้าบุคคลได้มีการวางแผนจัดการเรื่องการเงินของตนอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว  ก็จะมีทางให้ได้เงินก้อนหนึ่งเพื่อการลงทุนได้เสมอ บุคคลมีโอกาสได้เงินมาจาก
        1.การรู้จักทำงบประมาณ (Using budgets) เราสามารถควบคุมการใช้จ่ายให้อยู่ในขอบเขตของเงินงบประมาณที่กำหนด ก็จะทำให้มีเงินออมเหลืออยู่จริงตามที่คาดคะเนไว้ ซึ่งเงินออมส่วนนี้สามารถนำไปลงทุนหาผลประโยชน์ได้
        2.การออมโดยวิธีบังคับ (Forced saving) ตามหลักของการจ่ายเงินเดือนซึ่งธุรกิจได้มีการหักเงินสะสม หรือเงินสำรองเลี้ยงชีพของพนักงานไว้ เงินออมส่วนนี้เป็นของลูกจ้างพนักงาน แต่ยังถอนไม่ได้จนกว่าจะทำตามเงื่อนไขที่กำหนด ธุรกิจจะนำเงินสดดังกล่าวไปให้สถาบันการเงินหรือบุคคลที่สามเป็นผู้ดูแลหาผลประโยชน์ให้งอกเงยตามที่กฎหมายกำหนด และจะจ่ายคืนแก่เจ้าของผู้มีสิทธิได้รับเมื่อถึงเวลา เงินออมโดยโดยวิธีบังคับจึงเป็นเงินลงทุนทางหนึ่งของบุคคลเพียงแต่เขาไม่ได้เป็นผู้ลงทุนเอง โดยตรงแต่สถาบันนายจ้างเป็นผู้ลงทุนแทนให้
        3.การยกเว้นรายจ่ายไม่จำเป็นเสียบ้าง (Skip an expenditure) เป็นธรรมชาติของบุคคลที่มีเงินแล้วจะใช้จ่ายไปตามวิสัยปกติที่เคยเป็นมา เช่นทุกวันอาทิตย์ต้องออกไปทานข้าวนอกบ้าน ดูภาพยนตร์ เล่นโบว์ลิ่ง เล่นกอล์ฟ หรือซื้อของตามห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ ดังนั้นถ้าจะมีการยกเลิกบ้างก็ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย จะมีเงินเหลือนำมาลงทุนได้
        4.การประหยัดรายได้พิเศษ (Save the nonroutine incomes) บางครั้งคนเราก็มักจะได้รับรายพิเศษเข้ามาบ้าง เช่น การไปทำงานพิเศษมีรายได้หรือขายของเก่า ที่ไม่ใช้แล้ว หรือญาติผู้ใหญ่ได้ให้เงินเป็นของขวัญรางวัล ซึ่งเงินเหล่านี้ยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรีบใช้จ่ายแต่ประการใด ดังนั้นถ้าสามารถเก็บออมไว้ก็จะนำไปหาผลประโยชน์ได้มาก
ผลตอบแทนจากการลงทุน (Return from investing)
           การลงทุนมีความสัมพันธ์กับด้านผลตอบแทน (Returns) และความเสี่ยง (Risks) การที่คนเราลงทุนก็เพราะเราคาดหวังจะได้รับผลตอบแทนเท่านั้นเท่านี้ แต่บางครั้งไม่เป็นไปตามที่คาดหมาย จึงต้องอยู่ภายใต้ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ด้วย ผลตอบแทนจากการลงทุน มีหลายรูปแบบได้แก่
        ก. รายได้ตามปกติ (Current income) รายได้ตามปกติได้แก่ ดอกเบี้ยหรือเงินปันผลในกรณีที่บุคคลซื้อพันธบัตรหรือลงทุนในหุ้นต่าง ๆ ซึ่งกำหนดเวลาก็จะได้รับดอกเบี้ยหรือเงินปันผลตามที่บริษัทระบุไว้
        ข. กำไรจากการซื้อขายหุ้น (Capital gains) ในกรณีของหุ้นสามัญที่บุคคลลงทุนซื้อไว้มีราคาสูงขึ้น ซึ่งเมื่อขายออกไปแล้วจะได้กำไร
        ค. ค่าเช่า (Rent) ในการลงทุนซื้อทรัพย์สินโดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกอสังหาริมทรัพย์ เช่นที่ดิน บ้าน อพาร์ตเมนท์ ที่อยู่อาศัย เมื่อนำไปให้ผู้อื่นเช่าก็จะมีรายได้ ค่าเช่าเป็นรายได้ที่คืนมาสู่เจ้าของ
        ง. ผลตอบแทนอื่น ๆ (Others) เช่นการซื้อหุ้นสามัญก็จะมีสิทธิในหารออกกเสียงเลือกคณะกรรมการของบริษัท และถ้าถือหุ้นไว้มากก็จะมีโอกาสจะได้รับเลือกเป็นผู้บริหารซึ่งสามารถกำหนดนโยบายของบริษัทได้ หรือสิทธิในการซื้อขายหุ้นใหม่ได้ในราคาพิเศษ เป็นต้น
stock trading3.jpg

การลงทุนมาตราฐาน  มีอะไรบ้าง

เชื่อว่าเหตุผลที่ทำให้คนรุ่นใหม่วัยเพิ่งเริ่มทำงานหันมาสนใจเรื่องการลงทุนมากขึ้นนั้นเนื่องจากต้องการสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับตัวเองในวัยเกษียณ ซึ่งแน่นอนว่าการออมเงินในธนาคารอย่างเดียวอาจไม่พอต่อความต้องการในอนาคต ดังนั้นการลงทุนจึงเป็นหนึ่งในวิธีการวางแผนการเงินที่คนอยากมีชีวิตดีๆ ในช่วงบั้นปลายควรรีบลงมือทำ อย่างไรก็ตามปัญหาสำคัญที่หลายคนยังลังเลไม่กล้าที่นำเงินที่มีอยู่ไปลงทุน เพราะขาดความรู้เกี่ยวกับประเภทของการลงทุน การลงทุนระยะสั้น หรือการลงทุนระยะยาวมีอะไรบ้าง จึงทำให้ไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นลงทุนอย่างไรดี
1. การลงทุนตราสารหนี้ หรือการลงทุนระยะสั้น
การลงทุนตราสารหนี้ คือ การลงทุนที่นักลงทุนอยู่ในสถานะเจ้าหนี้ของผู้ออกตราสารหนี้ โดยได้รับผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยและรับเงินลงทุนคืนเมื่อครบกำหนดสัญญา สำหรับระยะเวลาการลงทุนจะขึ้นอยู่กับชนิดของตราสารหนี้ แต่รวมแล้วจะเป็นการลงทุนระยะสั้น อย่างตั๋วเงินคลังมีอายุไม่เกิน 365 วัน ตั๋วเงินธนาคารแห่งประเทศไทยมีอายุไม่เกิน 365 วัน หุ้นกู้เอกชนระยะสั้นมีอายุไม่เกิน 270 วัน  ทำให้ตราสารหนี้ระยะสั้นจัดในกลุ่มประเภทของการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนอยู่ที่ 2 – 5 เปอร์เซ็นต์ แต่ถึงอย่างนั้นนอกจากผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยแล้ว นักลงทุนสามารถค่าตอบแทนจากการซื้อขายตราสารหนี้ได้ด้วย

ประโยชน์จากการลงทุนตราสารหนี้
มีความเสี่ยงต่ำ ปลอดภัย เงินต้นไม่หาย โดยเฉพาะตราสารหนี้จากรัฐบาล เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรักษาเงินลงทุนไว้ หรือผู้ที่ไม่สามารถรับความเสี่ยงสูงๆ ได้ รวมถึงนักลงทุนมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้น หรือเพิ่งเริ่มศึกษาหาแนวทางการลงทุน
ให้ผลตอบแทนสูงกว่าการนำเงินฝากธนาคาร และสามารถคาดเดาผลตอบแทนได้ เนื่องจากมีการกำหนดระยะเวลาการจ่ายผลตอบแทนที่ชัดเจน
ความเสี่ยงจากการลงทุนตราสารหนี้
เป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนต่ำ หากมีภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้น จะทำให้อัตราผลตอบแทนที่แท้จริงลดลง หรือมีมูลค่าน้อยกว่าอัตราเงินเฟ้อได้
มีความผันผวนเรื่องอัตราดอกเบี้ย หากดอกเบี้ยปรับสูงขึ้น ตราสารหนี้มีมูลค่าลดลง แต่ถ้าดอกเบี้ยต่ำ ตราสารหนี้มีมูลค่าสูงขึ้น
ตราสารหนี้ระยะสั้นเป็นทรัพย์สินที่มีสภาพคล่องต่ำ ต้องใช้เวลานานในการขาย จึงไม่เหมาะกับคนที่ต้องการเงินหมุนเวียน
2. การลงทุนในพันธบัตร/ หุ้นกู้ หรือการลงทุนระยะยาว
การลงทุนในพันธบัตรและหุ้นกู้คือ การลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุมากกว่า 1 ปี จัดอยู่ในกลุ่มประเภทของการลงทุนระยะยาว มีลักษณะการลงทุน ผลตอบแทน และความเสี่ยงต่ำคล้ายกับตราสารหนี้ระยะสั้น โดยนักลงทุนที่ครอบครองพันธบัตรหรือหุ้นกู้จะได้รับดอกเบี้ยพร้อมเงินต้นจากผู้ออกพันธบัตรหรือหุ้นกู้เมื่อครบสัญญา แต่ สำหรับการลงทุนประเภทนี้หากเป็นลงทุนในตราสารหนี้ที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจจะเรียกว่าพันธบัตรรัฐบาล ได้รับผลดอกเบี้ยเฉลี่ยปีละประมาณ 3% แต่ถ้าเป็นการลงทุนในตราสารหนี้ที่ออกโดยเอกชนจะเรียกว่าหุ้นกู้ ได้รับผลตอบแทนขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของบริษัทเอกชนที่เป็นเจ้าของหุ้นกู้ แต่ส่วนใหญ่จะสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลที่มีอายุสัญญาใกล้เคียงกัน จ่ายผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยปีละ 2 – 4 ครั้ง

ประโยชน์จากการลงทุนในพันธบัตรและหุ้นกู้
จัดอยู่ในกลุ่มประเภทของการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ เงินลงทุนปลอดภัย เนื่องจากมีการทำสัญญาซื้อขายระหว่างสถาบันออกพันธบัตรและนักลงทุนอย่างชัดเจน จึงเหมาะสำหรับคนที่ไม่ชอบความเสี่ยง
ได้ผลตอบแทนสูงกว่าการฝากเงินในบัญชีเงินฝากและสามารถคาดเดาผลตอบแทน เนื่องจากมีการกำหนดระยะเวลาการจ่ายผลตอบแทนที่ชัดเจน
ด้วยระยะเวลาการสัญญาการลงทุนจึงเหมาะกับการวางแผนการเงินระยะกลางและระยะยาว แต่หากต้องการเงินหมุนเวียนยังสามารถซื้อขายทำกำไรได้ โดยไม่ต้องรอให้ครบกำหนดสัญญา
ความเสี่ยงจากการลงทุนในพันธบัตรและหุ้นกู้
เนื่องจากเป็นการลงทุนระยะยาวจึงต้องมีการวางแผนทางการเงินอย่างรอบคอบ เพราะถึงแม้จะสามารถซื้อขายก่อนครบกำหนดสัญญาได้ แต่เป็นการซื้อขายผ่านนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ ราคาจึงเป็นไปตามกลไกลการตลาดจึงอาจขาดทุนได้
ในกรณีที่อัตราดอกเบี้ยปรับสูง มูลค่าของพันธบัตรและหุ้นกู้จะลดลง ทำให้เสียโอกาสนำเงินไปลงทุนที่ได้ผลตอบแทนมากกว่า เพราะมีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยตอบแทนคงที่ตลอดอายุสัญญา
ถึงแม้ว่าจะกลุ่มประเภทของการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่หุ้นกู้จะมีความเสี่ยงผิดนัดสัญญาชำระหนี้สูงกว่าพันธบัตรรัฐบาล ก่อนตัดสินใจจึงต้องอาศัยข้อมูลการประเมินความสามารถในการชำระหนี้และเครดิตจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agency)
3. การลงทุนในหุ้น
การลงทุนในหุ้นคือ การลงทุนในหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งนักลงทุนจะเป็นผู้ตัดสินใจซื้อขายด้วยตัวเองผ่านบัญชีหุ้นของบริษัทหลักทรัพย์หรือโบรกเกอร์ โดยปัจจุบันบัญชีหุ้นมีด้วยกันทั้งสิ้น 3 ประเภท ได้แก่ บัญชีวางเงินล่วงหน้า บัญชีเงินสด และบัญชีกู้ยืมเงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์ สำหรับผลตอบแทนจะอยู่ในรูปของเงินปันผลจากกำไรการดำเนินการของบริษัทและส่วนต่างที่ได้จากการซื้อขายหุ้น แต่ผลตอบแทนขึ้นอยู่กับความผันผวนของความต้องการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์และระยะเวลาในการลงทุน ทำให้การลงทุนในหุ้นถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเภทของการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง

ประโยชน์จากการลงทุนในหุ้น
เป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง โดยเฉลี่ยแล้วการลงทุนในตลาดหุ้นไทยจะได้ผลตอบแทนประมาณ 8 – 12 เปอร์เซ็นต์ต่อปี กรณีถือครองหุ้นในระยะยาว
เลือกลงทุนในธุรกิจที่สนใจได้อย่างอิสระ โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนก่อตั้งธุรกิจเอง และที่สำคัญสามารถเริ่มต้นด้วยเงินลงทุนน้อยได้
เป็นการลงทุนที่มีสภาพคล่องทางการเงินสูง สามารถซื้อขายเพื่อทำกำไรได้ตลอดเวลาที่ตลาดหลักทรัพย์เปิดทำการ
สามารถใช้หุ้นค้ำประกันเงินการกู้เงินกับสถาบันทางเงินได้ โดยยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และได้รับเงินปันผลได้เช่นเดิม
ความเสี่ยงจากการลงทุนในหุ้น
เป็นสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง ราคาหุ้นมีการปรับขึ้นลงอยู่ตลอดเวลา ทำให้มีโอกาสขาดทุนสูงเช่นกัน
ต้องรับความเสี่ยงเช่นเดียวกับเจ้าของบริษัท เพราะการถือหุ้นเปรียบเสมือนกับการเป็นเจ้าของร่วม หากบริษัทมีขาดทุนติดต่อกันหรือภาพลักษณ์ไม่ดี นอกจากไม่ได้รับเงินปันผล ยังมีโอกาสที่หุ้นมีมูลค่าลดลงด้วย
ในตลาดหลักทรัพย์มีหุ้นหลายประเภท ทั้งหุ้นโตช้า หุ้นแข็งแกร่ง หุ้นเติบโต หุ้นวัฏจักร หุ้นฟื้นตัว และหุ้นสินทรัพย์มาก จึงจำเป็นต้องศึกษาและทำความเข้าใจความเสี่ยงของประเภทของการลงทุนอย่างละเอียด
4. การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์
การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์คือ การลงทุนในทรัพย์สินประเภทที่ดิน บ้าน คอนโดมิเนียม ทาวน์โอม อาคารสำนักงาน โกดัง ใบจองอสังหาริมทรัพย์ หรือหน่วยลงทุนที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ โดยสามารถสร้างผลตอบแทนได้หลากหลายแบบ ทั้งปล่อยเช่ารายวัน ปล่อยเช่ารายเดือน สร้างบ้านมือหนึ่งขาย ซื้อบ้านเก่ามาซ่อมแซมเพื่อขายต่อ ซื้อขายใบจองอสังหาริมทรัพย์ นายหน้าขายอสังหาริมทรัพย์ หรือลงทุนในกองทุนหรือหุ้นที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ ด้วยเหตุนี้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีจึงขึ้นอยู่กับประเภทของการลงทุน อย่างในกรณีลงทุนสร้างบ้านมือหนึ่งขายจะได้รับผลตอบแทนประมาณ 80 – 100 เปอร์เซ็นต์ต่อการขาย การลงทุนในกองทุนได้รับผลตอบแทนที่ 6 – 10 เปอร์เซ็นต์ต่อปี นายหน้าขายอสังหาริมทรัพย์ได้รับผลตอบแทน 2 – 4 เปอร์เซ็นต์ต่อการขาย ในขณะที่การปล่อยเช่าได้รับผลตอบแทนสูง 8 – 12 เปอร์เซ็นต์ต่อเดือน

ประโยชน์จากการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์
เป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง สามารถซื้อเก็บไว้สร้างผลตอบแทนในระยะยาว หรือเป็นมรดกลูกหลาน ยกเว้นการซื้อขายใบจองอสังหาริมทรัพย์และการเป็นนายหน้าขายอสังหาริมทรัพย์ที่จัดอยู่ในประเภทการลงทุนระยะสั้น
มีการผันผวนของราคาต่ำ เพราะมีการปรับราคาขึ้นลงช้ากว่าการลงทุนประเภทอื่น ทำให้มีโอกาสขาดทุนน้อยลง
กรณียังอยู่ในระหว่างผ่อนชำระอสังหาริมทรัพย์จะได้รับสิทธิลดหย่อนตามกฏหมายสูงสุด 100,000 บาท
ความเสี่ยงจากการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์
เป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง หากไม่มีเงินก้อนก็ต้องขอเงินลงทุนจากสถาบันการเงินที่มาพร้อมอัตราดอกเบี้ย ทำให้มีต้นทุนเพิ่มมากขึ้น
เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายอสังหาริมทรัพย์ นโยบายของรัฐที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ หรือเศรษฐกิจมีการชะลอตัว ส่งผลให้กำลังซื้อกำลังเช่าลดลงทำให้ต้องถือทรัพย์สินเป็นเวลานานโดยไม่ได้รับผลตอบแทน
อสังหาริมทรัพย์เป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูง ทำให้มีการซื้อขายช้า ไม่เหมาะกับคนที่มีสภาพคล่องทางการเงินต่ำ
5. การลงทุนในของมีค่า
สำหรับการลงทุนในของมีค่าถือเป็นอีกหนึ่งประเภทของการลงทุนที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน เพราะนอกจากจะสร้างผลตอบแทนในอนาคตแล้ว ยังตอบโจทย์ความชอบส่วนตัวของนักลงทุนด้วย สำหรับของมีค่าที่นิยมสะสมเพื่อสร้างผลตอบแทนมีดังนี้

การลงทุนในทองคำ
การลงทุนในทองคำคือ การลงทุนกับสินทรัพย์ประเภททองคำเพื่อรับผลตอบแทนจากส่วนต่างของราคาซื้อขาย โดยผลตอบแทนเฉลี่ยจะขึ้นอยู่กับราคาทองคำในประเทศและตลาดโลกในแต่ละปี นอกจากนั้นยังมีการลงทุนในกองทุนรวมทองคำ กองทุนรวมอีทีเอฟทองคํา (Gold ETFs) และสัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า (Gold Futures) ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่มีเงินลงทุนน้อย แต่ต้องการผลตอบแทนสูง

ประโยชน์จากการลงทุนในทองคำ
ทองคำเป็นทรัพย์สินที่มีการปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง เรียกว่ายิ่งถือนานยิ่งได้กำไร
ทองคำแท่งเป็นหนึ่งในทรัพย์สินสากล ทำให้สามารถซื้อขายเปลี่ยนเป็นเงินได้ราคาเดียวกันทั่วโลก
เหมาะสำหรับการลงทุนเพื่อวางแผนการเงินระยะยาว เพราะเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงตามอัตราเงินเฟ้อ
ความเสี่ยงจากการลงทุนในทองคำ
การลงทุนในทองคำแท่งและกองทุนรวมทองคำใช้เวลานานในการสะสมผลตอบแทน แต่ถ้าอยากได้ผลตอบแทนเร็วขึ้นอาจต้องเปลี่ยนเป็นการลงทุนใน Gold ETFs และ Gold Futures ซึ่งเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง จึงเหมาะกับนักลงทุนที่มีประสบการณ์
การลงทุนในทองคำแท่งได้รับผลตอบแทนจากการซื้อมาและขายออกไปเท่านั้น ไม่มีผลตอบแทนในรูปแบบอื่น แต่ถ้าอยากได้เงินปันผลควรเลือกลงทุนในกองทุนรวมทองคำ
การสะสมทองคำแท่งมีโอกาสสูญหายได้ เพราะต้องเก็บรักษาเอง
              

การลงทุนในค่าเงิน
การลงทุนในค่าเงินคือ การลงทุนกับการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงของสกุลเงินต่างๆ ผลตอบแทนได้จากส่วนต่างของการซื้อขายค่าเงิน  สำหรับสกุลเงินที่ได้รับความนิยม ได้แก่ สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ สกุลเงินยูโร สกุลเงินเยน สกุลเงินปอนด์ สกุลเงินฟรังก์สวิส สกุลเงินดอลลาร์ออสเตรเลีย
ประโยชน์จากการลงทุนในค่าเงิน
มีสกุลเงินให้เลือกทำกำไรได้หลากหลาย ทำให้สามารถกระจายความเสี่ยงได้มากขึ้น
เป็นทรัพย์สินที่มีสภาพคล่องสูง สามารถซื้อขายได้ตลอดเวลา ทุกประเทศทั่วโลก และหลากหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็น ธนาคาร แอปพลิเคชันของธนาคาร หรือร้านรับแลกเงิน
ความเสี่ยงจากการลงทุนในค่าเงิน
การเปลี่ยนแปลงค่าเงินขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งสภาพทางเศรษฐกิจ นโยบายทางธนาคาร และการเมือง เพราะฉะนั้นผู้ลงทุนจึงต้องติดตามข่าวสารและประเมินทิศทางการเปลี่ยนแปลงของเงินสกุลที่เลือกลงทุนอย่างรอบคอบ เพื่อลดปัญหาด้านสภาพคล่องทางการเงินจากการถือทรัพย์สินเป็นเวลานาน
การลงทุนในสินค้าพลังงาน
การลงทุนในสินค้าพลังงานคือ การลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องพลังงานสะอาด อย่างกลุ่มพลังงานทางเลือกพลังงานหมุนเวียน รถยนต์ไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง สำหรับนักลงทุนทั่วไปสามารถลงทุนโดยการซื้อหุ้นหรือกองทุนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาธุรกิจด้านพลังงาน

ประโยชน์จากการลงทุนในสินค้าพลังงาน
เป็นธุรกิจที่ได้รับการสนับสนุนจากนโยบายของภาครัฐของทุกประเทศทั่วโลก ทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องมีโอกาสเติบโตสูงในอนาคต

ความเสี่ยงจากการลงทุนในสินค้าพลังงาน
ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพลังงานยังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาด้านเทคโนโลยี จึงต้องใช้เงินลงทุนสูง ในช่วงแรกของการลงทุนอาจมองไม่เห็นผลตอบแทน ทำให้ไม่เหมาะกับกลุ่มนักลงทุนระยะสั้น
การเติบโตขึ้นอยู่นโยบายของภาครัฐ หากมีการเปลี่ยนแปลงอาจส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจ
การลงทุนในค่าเงินดิจิตอล
การลงทุนในค่าเงินดิจิตอลคือ การลงทุนในเงินสกุลดิจิตอลที่พัฒนาจากอัลกอลิทึม มูลค่าของสินทรัพย์ดิจิตอลจะขึ้นอยู่กับความต้องการของนักลงทุน ถ้าสกุลเงินดิจิตอลใดเป็นที่ต้องการมากก็จะยิ่งมีราคาสูง จึงถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเภทของการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง ปัจจุบันมีมากกว่า 10,000 สกุล สุกลเงินที่มีมูลค่าสูงสุดในโลก ได้แก่ Bitcoin สำหรับวิธีสร้างผลตอบแทนทำได้หลากหลายวิธีทั้งการลงทุนระยะสั้นและระยะยาว ทั้งการถือสกุลเงินเพื่อทำกำไรในระยะยาว การเทรดซื้อขายระยะสั้นทำกำไรจากราคาขึ้นลงรายวัน การเก็บไว้ในกระเป๋าเงินดิจิตอลเพื่อรับดอกเบี้ย การฝากใน Liquidity Pool เพื่อรับผลตอบแทนรูปแบบต่างๆ  การขุด Bitcoin และรับเหรียญแจกฟรีจากการทำกิจกรรม
ประโยชน์จากการลงทุนในค่าเงินดิจิตอล
ถูกจับตามองในฐานะเงินบนโลกออนไลน์ที่มีเติบโตสูงและชำระสินค้าได้จริงในอนาคต ด้วยเหตุนี้การถือครองเป็นกลุ่มแรก ๆ จึงทำให้มีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้มากกว่าการลงทุนในช่วงตลาดขาขึ้น
สามารถใช้ซื้อสินทรัพย์ดิจิตอล สินค้าในโลกเกมเสมือนจริง สินค้าทั่วไป บริจาค เป็นของขวัญ ทิปแก่ผู้ให้บริการ
มีอิสระในการซื้อขายเท่าเทียมทั่วโลก เพราะไม่อยู่ภายใต้สถาบันการเงินของประเทศใด ปัจจัยด้านนโยบาย อัตราเงินเฟ้อ หรือสภาพเศรษฐกิจจึงไม่มีผลต่อมูลค่าของสกุลเงิน
ความเสี่ยงจากการลงทุนในค่าเงินดิจิตอล
ราคาของสกุลเงินขึ้นอยู่กับความต้องการของนักลงทุนในระบบ มูลค่าของสกุลเงินจึงมีการเปลี่ยนแปลงราคาของสกุลเงินอยู่ตลอดเวลา ทำให้มีโอกาสสูญเสียเงินลงทุนได้หากมูลค่าของสกุลเงินลดลง
สกุลเงินดิจิตอลยังไม่ได้รับรองจากรัฐบาลหรือใช้ทรัพย์สินที่มีมูลค่าค้ำประกัน จึงไม่มีมูลค่าจริงตามกฎหมาย
การลงทุนในของสะสม
การลงทุนในของสะสมคือ การลงทุนกับสิ่งของที่มีมูลค่า อย่างรถยนต์ นาฬิกา พระเครื่อง เหรียญที่ระลึก พระเครื่อง ภาพวาด เครื่องประดับ เครื่องดื่ม ของเก่า โดยผลตอบแทนมาจากส่วนต่างของราคาซื้อขาย

ประโยชน์จากการลงทุนในของสะสม
เป็นการลงทุนกับสิ่งของที่สามารถจับต้องได้ มีคุณค่าทางจิตใจ และตอบสนองความชื่นชอบส่วนตัวของนักลงทุน
ไม่มีราคากลางที่ชัดเจน ราคาซื้อขายเกิดจากความพึ่งพอใจล้วนๆ ทำให้มีโอกาสสร้างผลตอบแทนจากส่วนต่างการซื้อขายได้มากขึ้น
ความเสี่ยงจากการลงทุนในของสะสม
การลงทุนในของสะสมเหมาะกับคนที่มีความรู้เชิงลึกในทรัพย์สินชนิดนั้น เพราะนอกจากต้องประเมินมูลค่าและแยกระหว่างของจริงของปลอมได้แล้ว ในระหว่างเก็บรักษาต้องมีการดูแลอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันความเสียหาย
เป็นสินค้าที่มีความต้องการเฉพาะกลุ่ม จึงทำให้ซื้อขายเปลี่ยนมือได้ยากกว่าสินทรัพย์ประเภทอื่น
มูลค่าของทรัพย์สินขึ้นอยู่กับระยะเวลาและกระแสนิยม ของสะสมบ้างชิ้นต้องเก็บไว้เป็นเวลานานหลายสิบปีถึงมีมูลค่าสูงตามที่ผู้ถือครองต้องการ จึงเป็นการลงทุนที่เหมาะกับคนที่มีสภาพคล่องทางการเงินสูง เพราะต้องถือสินทรัพย์เป็นเวลานาน
การลงทุนระยะยาวมีอะไรบ้าง
การลงทุนระยะยาวมีอะไรบ้าง? และการลงทุนระยะยาวคืออะไร? การลงทุนที่มีการวางแผนสร้างผลตอบแทนเพื่อบรรลุเป้าหมายในระยะยาว อย่างการซื้อทรัพย์สินที่มีราคาแพงหรือสะสมความมั่งคั่งสำหรับชีวิตเกษียณที่มีประสิทธิภาพ จึงต้องมีการวางแผนการลงทุนอย่างรอบคอบและลงทุนอย่างสม่ำเสมอเพื่อสะสมผลตอบแทนต่อเนื่อง สำหรับประเภทของการลงทุนระยะยาวมีดังนี้

พันธบัตรรัฐบาล
หุ้นกู้
หุ้น
อสังหาริมทรัพย์
การลงทุนในของมีค่า
ประโยชน์จากการลงทุนระยะยาว
เนื่องด้วยเป็นการสะสมความมั่งคั่งในระยะยาว จึงทำให้ได้ผลตอบแทนมากกว่า อีกทั้งยังเสี่ยงขาดทุนน้อยกว่าการลงทุนระยะสั้น เพราะนักลงทุนให้ความสนใจกับผลตอบแทนสุดท้ายมากกว่าความผันผวนทางการเงินที่เกิดขึ้นในระหว่างลงทุน

ความเสี่ยงจากการลงทุนระยะยาว
สินทรัพย์ที่เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาว ส่วนใหญ่เป็นทรัพย์สินที่ต้องใช้เวลาสะสมผลตอบแทนนาน จึงเหมาะสำหรับคนที่มีรายได้ประจำหรือคนที่มีเงินเก็บ  
การลงทุนระยะสั้นมีอะไรบ้าง
การลงทุนระยะสั้นคือ การลงทุนเพื่อหวังผลตอบแทนในระยะสั้นไม่เกิน 3 เดือน - 3 ปี แต่ก็มีสินทรัพย์หลายชนิดที่สามารถทำกำไรแบบวันต่อวันได้เช่นกัน สำหรับประเภทของการลงทุนระยะยาวมีดังนี้

ตราสารหนี้ระยะสั้น
หุ้นกู้ระยะสั้น
หุ้น (Day Trade)
ซื้อขายใบจองอสังหาริมทรัพย์
การลงทุนในค่าเงิน
การลงทุนในค่าเงินดิจิตอล
ประโยชน์จากการลงทุนระยะสั้น
การลงทุนระยะสั้นเป็นการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนสูงในเวลาสั้น ทำให้นักลงทุนมีสภาพคล่องทางการเงินสูงกว่าการลงทุนระยะยาว

ความเสี่ยงจากการลงทุนระยะสั้น
การลงทุนระยะสั้นมีความผันผวนทางการเงินสูง นักลงทุนจึงต้องศึกษา ติดตามปัจจัยที่เกี่ยวข้อง และประเมินความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา
การลงทุนระยะยาว หรือระยะสั้น ดีกว่ากัน
นักลงทุนมือใหม่ที่กำลังศึกษาประเภทของการลงทุน มั่นใจว่าหลายคนคงสงสัยว่าการลงทุนระยะสั้น การลงทุน ระยะยาวมีอะไรบ้าง  และควรเริ่มจากการลงทุนระยะยาวหรือระยะสั้นดีกว่ากัน สำหรับคำตอบคือ ขึ้นอยู่กับเป้าหมายทางการเงินของแต่ละบุคคล กรณีที่มีการกำหนดเป้าหมายการลงทุนที่ชัดเจนเพื่อเป้าหมายหรือเงินก้อนใหญ่ การลงทุนระยะยาวจะตอบโจทย์ได้ดีกว่า เพราะมีเวลาในการสะสมผลตอบแทนอย่างมั่นคง แต่ถ้าต้องการเสริมสภาพคล่องทางการเงินในชีวิตประจำวัน การลงทุนระยะสั้นเหมาะสมมากกว่า

 

จากข้อมูลการลงทุนจะเห็นได้ว่าการลงทุนมีหลายประเภท อย่างไรก็ตามหากให้แบ่งง่ายๆ สามารถแบ่งได้การ ลงทุนระยะสั้น เหมาะกับคนที่ต้องการผลตอบแทนในช่วงเวลาสั้น  และการลงทุนระยะยาว เหมาะกับคนที่ต้องการวางแผนทางการ แต่ไม่ว่าจะเลือกลงทุนแบบไหน สิ่งสำคัญคือ ต้องศึกษาการลงทุนอย่างละเอียด ต้องรู้ว่าการลงทุนระยะยาวมีอะไรบ้าง และการลงทุนระยะสั้นมีอะไรบ้าง รวมทั้งความเสี่ยงของการลงทุนแต่ละแบบ เพียงเท่านี้ก็จะทำให้การลงทุนมีประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงในการขาดทุนมากขึ้น
stock trading.png

มือใหม่ในการลงทุน  ควรรู้

เชื่อว่าหลายคนได้ยินคำว่า “ลงทุน” อยู่รอบๆ ตัว ไม่ว่าจะเป็นจากผู้คนรอบข้างหรือในสื่อต่างๆ หลายคนพอจะรู้ว่าการลงทุนนั้นคือหนึ่งในเครื่องมือบริหารเงินที่มีประสิทธิภาพ หากเข้าใจและบริหารเป็นก็จะเพิ่มโอกาสให้เงินงอกเงยได้ แต่หลายคนก็ยังกลัว หรือไม่แน่ใจว่าจะเริ่มอย่างไร อีกทั้งยังมีความกังวลอันเนื่องมาจาก “ความเสี่ยงในการลงทุน” อีกด้วย บทความนี้เลยอยากจะแชร์ว่า สำหรับคนที่อยากลงทุน ต้องเริ่มอย่างไรถึงจะรอด ต้องเริ่มอย่างไรถึงจะปลอดภัย
1. ทบทวนเป้าหมายตัวเอง
ก่อนจะทำอะไรสักอย่าง เป็นการดีที่เราจะถามตัวเองก่อนว่า เป้าหมายเราคืออะไร เราจะทำไปทำไม

การลงทุนก็เหมือนกัน ทำไมเราถึงอยากลงทุน? เรามีเป้าหมายอะไรที่เราต้องการจะการลงทุนบ้าง? หลายๆ คนอาจจะตอบมาทันทีเลยว่า “ก็อยากรวยไง” ซึ่งก็เข้าใจได้ แต่การตั้งเป้าหมายกว้างๆ แบบนี้นี่แหละที่เป็นปัญหา เพราะมันจะเป็นการยากหากเราต้องวางแผนอย่างละเอียดๆ ว่าเราจะไปถึงจุด “รวย” จริงๆ ได้อย่างไร ต้องทำอะไรบ้าง

สิ่งที่ควรทำคือ กำหนดเป้าหมายให้แคบลง ง่ายๆ เลยก็คือ รวยที่ว่าเนี่ยรวย “เท่าไร” ภายในระยะเวลา “กี่ปี” เช่น อยากได้ 3 ล้าน ภายใน 10 ปี เป็นต้น

หรือถ้าบางคนไม่ได้หวังยิ่งใหญ่มาก แค่อยากได้เงินก้อนไปทำอะไรสักอย่าง ก็อาจจะตั้งเป้าหมายว่า ฉันอยากลงทุนเพื่อได้เงินก้อนเป็นจำนวนเท่านี้ เพื่อนำไปซื้อบ้าน เป็นต้น

ทีนี้ เมื่อเรามีจุดหมายชัดเจน มีความ “อยาก” ที่จะช่วยขับเคลื่อนให้เราอยากเริ่มต้นทำอะไรสักอย่างเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น ก็เหมือนเรามีแผนที่ชั้นดี ที่เหลือก็แค่เดินไปตามทางในแผนที่เท่านั้นเอง
2. ตรวจสอบความพร้อมเบื้องต้น
เรื่องลงทุนเป็นเรื่องที่ต้องใช้เงิน ดังนั้นเป็นการดีที่เราจะสำรวจสถานะการเงินของตัวเองก่อน เพราะการลงทุนนั้นบอกเลยว่า “จะเป็นเรื่องยาก” หากสภาพคล่องทางการเงินของเราไม่เพียงพอ พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าเราไม่มี “เงิน” มากพอที่จะไปลงทุน หรือ เราเอาเงินส่วนใหญ่ไปลงทุน จนเบียดเบียนค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แบบนั้นไม่โอเคแน่ๆ

ทางที่ดี เราควรตรวจสอบความพร้อมเบื้องต้นก่อนเลยว่า…

ข้อที่ 1 ตอนนี้รายรับรายจ่ายของเราเป็นอย่างไร? รู้สึกว่าเพียงพอไหม? บางคนยังมีหนี้ก้อนใหญ่อยู่ ก็ควรผ่อนหนี้ให้หมดไปก่อน ไม่ต้องรีบไปลงทุน บางคนอาจจะมีค่าใช้จ่ายเยอะมาก อาจจะต้องลองพิจารณาดูว่า มีส่วนไหนที่พอจะลดได้บ้าง การใช้เครื่องมืออย่างแอปจดรายรับ-รายจ่ายจะช่วยได้มาก เพราะทำให้เรารู้ว่าเราเสียเงินไปกับอะไรเป็นหลัก

ข้อที่ 2 อีกจุดหนึ่งที่อยากให้คำนึงถึงคือ เงินฉุกเฉิน ซึ่งเป็นเงินก้อนแรกที่เราควรจะมี เผื่อว่าเกิดเหตุไม่คาดฝัน เช่น ตกงาน ไม่สบาย เป็นต้น ถ้าเราไม่มีเงินก้อนนี้ไว้รองรับเหตุการณ์พวกนี้ สภาพคล่องทางการเงินของเราจะสะดุดแน่ๆ ซึ่งจำนวนเงินฉุกเฉินนี้ก็จะขึ้นอยู่กับแต่ละคน ตามหลักการแล้วจะอยู่ที่ 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน หากเรามองว่ากระแสเงินเข้าของเราค่อนข้างมั่นคง ก็อาจจะตุนไว้แค่ 3 เท่า แต่ถ้าของใครมาบ้างไม่มาบ้าง อย่างเช่นงานฟรีแลนซ์ ก็อาจจะตุนไว้เยอะหน่อย นอกจากเงินก้อนนี้แล้ว เราสามารถลองศึกษาการซื้อประกัน เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายหากเกิดเหตุไม่คาดฝันกับเรา

ข้อที่ 3 เงินก้อนสำหรับลงทุนนั้น ควรเป็นเงินเย็นที่เราไม่จำเป็นต้องใช้เร็วๆ นี้ ให้เหมาะกับการลงทุนในระยะเวลาที่เราวางแผนไว้ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เงินที่ใช้ลงทุนต้องเป็นเงินที่เราไม่ต้องไปแตะต้อง เพราะการลงทุนนั้นในระยะสั้นย่อมเจอความผันผวน เราต้องยอมรับให้ได้ว่าเงินก้อนนี้อาจจะเจอการขาดทุนบ้าง แต่หากเรามั่นใจแล้วว่าจะลงทุนยาวๆ ก็ต้องไม่หวั่นต่อความผันผวนระยะสั้น การมีเงินก้อนที่พร้อมต่อระยะเวลาที่ยาวนานนี้จะช่วยให้เราอุ่นใจลงทุนต่อไปได้ และยิ่งเราเตรียมเงินฉุกเฉิน/มีประกันแล้ว เรายิ่งไม่ต้องกังวลเลยว่าจะต้องถอนเงินลงทุนออกมาหากเกิดอะไรไม่คาดฝันขึ้น
3. เริ่มศึกษาหาความรู้เรื่องการลงทุน
เป้าหมายพร้อม เงินพร้อม ขั้นต่อไปคือการหาความรู้เพิ่มเกี่ยวกับการลงทุน ซึ่งสมัยนี้นั้นมีอย่างครบพร้อมมาก ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ สัมมนา สื่อออนไลน์ หรือแม้กระทั่งคนรอบตัว มีทั้งแบบเสียค่าใช้จ่ายและแบบฟรี เรียกได้ว่าไม่ใช่การยากเลยที่จะหาข้อมูลเรื่องการลงทุน แต่จุดที่ท้าทายคือ การเลือกแหล่งข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลนี่แหละ เพราะบางทีเราอาจจะเจอว่าข้อมูลนั้นไม่เป็นความจริง ปฏิบัติไม่ได้จริง หรือไม่ได้มาจากผู้เชี่ยวชาญจริงๆ โดยเฉพาะข้อมูลจากคนรอบตัวที่บางทีอาจจะไม่ได้ผ่านการคัดกรองมาอย่างละเอียด หรือ ข้อมูลนั้นอาจจะนำมาบอกเราด้วยจุดประสงค์บางอย่าง ก็ต้องระวังกันไว้

ทางที่ดี ในเบื้องต้นเราควรศึกษาข้อมูลจากหลายๆ แหล่ง เพื่อจะได้เกิดความเข้าใจในภาพรวม เห็นมุมมองในหลายๆ ด้าน เมื่อเราเข้าใจภาพรวมมากขึ้นแล้ว เราจะเริ่มค้นพบแนวทางของตัวเอง เริ่มเข้าใจความเสี่ยงต่างๆ และรู้ว่าการลงทุนแบบไหนเหมาะกับเราจริงๆ

คำแนะนำจาก FINNOMENA ให้นักลงทุนที่อยากเริ่มต้นลงทุนทุกคน แนะนำให้ศึกษาหาความรู้แบบฟรีๆ จากบทความในเว็บไซต์ FINNOMENA ไปก่อนได้เลย โดยเฉพาะบทความ คัมภีร์มหากาพย์กองทุนรวม ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับกองทุนรวม เป็นทางเลือกการลงทุนที่เหมาะกับมือใหม่และสร้างผลตอบแทนได้จริง อ่านเข้าใจง่ายไม่งงแน่นอน
เมื่อพร้อมแล้ว…ก็เริ่มลงทุนกันได้เลย
เมื่อเรามั่นใจว่ามีความเข้าใจในการลงทุนพอสมควรแล้ว รู้วิธีบริหารเงิน รู้จักความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในการลงทุน เมื่อนั้นเราก็พร้อมแล้ว และเมื่อพร้อมแล้วก็อย่าช้า ยิ่งเริ่มเร็วยิ่งดี เพราะการลงทุนต้องใช้เวลา

สำหรับนักลงทุนที่สนใจในกองทุนรวม คิดว่ากองทุนรวมนี่แหละคือเครื่องมือที่เราจะใช้ลงทุน สามารถลองศึกษาแผนการลงทุนต่างๆ ของ FINNOMENA และเลือกลงทุนในแผนที่เหมาะกับตัวเองได้ หรือหากสนใจในการลงทุนในหุ้น ก็เลือกเปิดบัญชีลงทุนกับโบรกเกอร์ชั้นนำได้เลย เดี๋ยวนี้ง่าย แทบจะเปิดบัญชีออนไลน์กันได้ทุกที่แล้ว
stock trading9.png

การลงทุน  มีความเสี่ยงอย่างไร

การลงทุนมีความเสี่ยงหรือไม่
ในชีวิตคนเรา ความเสี่ยงสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะซื้อบ้าน เดินทางไปโรงเรียน หรือเปลี่ยนงาน ก็ถือเป็นความเสี่ยงทั้งสิ้น แต่ก็นับว่าเป็นความเสี่ยงที่ให้ผลตอบแทนในระยะยาว การลงทุนก็เช่นกัน ความเสี่ยงอาจฟังดูน่ากลัว แต่ก็ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งของการลงทุน และอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เงินของคุณงอกเงยขึ้นตามกาลเวลาด้วยเช่นกัน

ทำไมความเสี่ยงในการลงทุนจึงสำคัญ
สำหรับนักลงทุนเช่นคุณ ความเสี่ยงหมายถึงระดับความไม่แน่นอน และ/หรือผลขาดทุนทางการเงินที่อาจเกิดขึ้นจากการตัดสินใจลงทุน กล่าวคือ เป็นการนำเงินไปลงทุนโดยที่ไม่รู้ว่าจะได้รับผลตอบแทนที่ต้องการหรือไม่ หรืออาจจะกลายเป็นความเสียหายที่เกินกว่าระดับที่คาดไว้

ถ้าอย่างนั้นจะเสี่ยงลงทุนไปทำไม แทนที่จะเก็บเงินเอาไว้ แต่ใครจะรู้ว่าความเสี่ยงอาจช่วยให้คุณได้รับผลตอบแทนที่มากขึ้นก็ได้

หากคุณต้องการให้เงินลงทุนงอกเงย ลองหัดทำความคุ้นเคยกับความเสี่ยงดู แต่อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่คุณได้รับจะอยู่ในระดับไหนนั้น ตัวคุณนั่นแหละที่เป็นคนกำหนด

สมมติว่ามีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในช่วงระยะสั้นๆ แล้วไปกระทบต่อมูลค่าของเงินที่คุณลงทุนไป ถึงอย่างนั้นคุณกลับไม่ได้รู้สึกกังวลมากนัก นั่นแปลว่าคุณน่าจะสามารถยอมรับความเสี่ยงได้อยู่บ้าง ในทางกลับกัน หากคุณรู้สึกกระวนกระวายใจเพียงแค่คิดว่า มูลค่าเงินลงทุนอาจจะลดลงแม้เพียงแค่หนึ่งวันแล้วล่ะก็ การลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำอาจเหมาะกับคุณมากกว่า

หากคุณตั้งใจจะลงทุนในระยะยาว ก็ค่อนข้างยากที่จะกำจัดความเสี่ยงในขณะที่ยังได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนอยู่
ดังนั้น มีวิธีที่จะแปลงความเสี่ยงในการลงทุนให้เป็นประโยชน์กับคุณอยู่ 2 วิธี คือ

โดยทั่วไปการลงทุนในหุ้นเป็นวิธีที่ดีที่จะช่วยให้คุณได้รับผลตอบแทนในระยะยาว ในบางปี ดัชนีบางตัวในตลาด อย่าง S&P 500 มีอัตราที่ดีกว่าค่าเฉลี่ย ในขณะที่บางตัวกลับแย่ลง แต่เมื่อพิจารณาด้วยระยะเวลาที่นานขึ้น กลับพบว่ามีช่วงเวลาที่ให้ผลเสียน้อยกว่าช่วงเวลาที่ให้ผลดี สำหรับนักลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงได้และยังคงเก็บเงินไว้ในตลาดหุ้นในระยะยาว มูลค่าการลงทุนของพวกเขามีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น[1]

เงินเฟ้อมีแต่จะยิ่งทำให้ราคาสูงขึ้นๆ เมื่อเวลาผ่านไป หากคุณต้องการให้การลงทุนของคุณสอดคล้องกับการค่าเงินที่เพิ่มขึ้น คุณอาจต้องทำใจยอมรับความเสี่ยงบ้าง

คุณควรหาสมดุลในการลงทุน หรือก็คือจุดที่คุณจะได้รับผลตอบแทนมากพอสำหรับการเกษียณอายุ และยังรู้สึกพึงพอใจกับความเสี่ยงที่คุณจะต้องเผชิญ ดังนั้น การทำความเข้าใจว่าความเสี่ยงทำงานอย่างไรและคุณรู้สึกอย่างไรกับมัน จะช่วยให้คุณค้นพบความสมดุลในการลงทุนได้

 

ความเสี่ยงที่คุณต้องเผชิญในฐานะนักลงทุน
ความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อ
ยิ่งนานวันเข้าแนวโน้มราคามีแต่จะยิ่งเพิ่มขึ้น จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมนมสด 1 แกลลอนจึงมีราคาแพงกว่าเมื่อ 20 ปีก่อน หรือทำไมเงิน 1 ดอลลาร์ในอนาคตอาจไม่สามารถซื้อของได้มากเท่าที่ซื้อได้ ณ ปัจจุบัน หากไม่มีภาวะเงินเฟ้อ คุณก็สามารถเก็บเงินออมใส่โอ่งฝังดินไว้ได้จนกว่าคุณต้องการจะใช้เงินจริงๆ

ความเสี่ยงที่อายุจะยืนยาวเกินกว่าที่คาดไว้
คือ ความเสี่ยงของการที่คุณอาจจะมีอายุยืนยาวกว่าเงินเก็บที่คุณสะสมมา คุณไม่มีทางรู้ได้เลยว่าจะมีชีวิตอยู่ไปอีกนานแค่ไหน มันจึงยากที่จะคำนวณว่าต้องมีเงินเท่าไหร่จึงจะเพียงพอสำหรับการเกษียณ ความเสี่ยงชนิดนี้จึงเป็นสิ่งที่คุณต้องพิจารณาให้ดีเมื่อวางแผนเกษียณในระยะยาว
ความเสี่ยงทางตลาดที่คุณต้องเผชิญในฐานะนักลงทุน
ความเสี่ยงทางตลาด
ความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหาย เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยตลาดที่มีผลต่อการดำเนินการโดยรวมของตลาดการเงิน วันนี้หุ้นขึ้น แต่พรุ่งนี้อาจตกลงก็ได้ ปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาเหล่านี้จึงเป็นเหตุให้ตลาดมีความเสี่ยง เพราะอาจส่งผลให้มูลค่าการลงทุนเสียหายได้

นักลงทุนควรทำความเข้าใจความต่างระหว่างความผันผวนของตลาด กับความเสี่ยงของตลาดเสียก่อน ความผันผวน ต้องพิจารณาว่าราคาที่เปลี่ยนไปนั้นสม่ำเสมอและเห็นผลมากแค่ไหนเมื่อเวลาผ่านไป ในทางกลับกัน ความเสี่ยงของตลาด คือความน่าจะเป็นที่การเปลี่ยนแปลงราคานั้นจะส่งผลเสียอย่างถาวรและเป็นระยะเวลานาน

ความเสี่ยงของอัตราดอกเบี้ย
หากมีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยอย่างไม่คาดคิด ตราสารหนี้อย่างพันธบัตรจึงค่อนข้างมีความเสี่ยงสูงทีเดียว เพราะเมื่ออัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น มูลค่าของพันธบัตรมักจะลดลง

ความเสี่ยงด้านเครดิต
หากบริษัทที่เป็นผู้ออกหุ้นกู้ประสบปัญหาหรือวิกฤตทางการเงิน ผู้ถือหุ้นกู้อาจไม่ได้รับดอกเบี้ยตามสัญญาหรือเงินต้นคืนเต็มจำนวน

ความเสี่ยงที่กล่าวมานี้อาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนได้ ดังนั้นจึงควรพิจารณาให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน แม้ว่า การลงทุนมีความเสี่ยง แต่คุณก็สามารถจัดการกับความเสี่ยงเหล่านั้นได้
3 กลยุทธ์บริหารความเสี่ยง
ก่อนจะเริ่มบริหารความเสี่ยง คุณต้องรู้ก่อนว่าคุณสามารถยอมรับความเสี่ยงได้ถึงระดับไหน นอกจากนี้คุณยังต้องพิจารณาอีกว่า คุณจะสามารถจัดการกับอารมณ์และพอร์ตการลงทุนของคุณได้ดีแค่ไหนเมื่อตลาดมีการเปลี่ยนแปลง

รู้ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ก่อน
การรู้ระดับความเสี่ยงที่ตัวเองยอมรับได้จะช่วยให้คุณรู้ว่าคุณเป็นนักลงทุนประเภทไหน เช่น ลงทุนแบบระมัดระวัง (ไม่ค่อยชอบความเสี่ยง) หรือลงทุนแบบเชิงรุก (ยอมรับความเสี่ยงได้มากกว่า) การประเมินนี้จะช่วยให้คุณเลือกการลงทุนและสร้างพอร์ตการลงทุนในระดับความเสี่ยงที่คุณพึงพอใจ ในขณะที่ยังคงดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้

เมื่อคุณเดินทางมาจนใกล้จะบรรลุเป้าหมายในการลงทุนของคุณแล้ว คุณจะมีเวลาน้อยลงที่จะฟื้นตัวจากการที่ตลาดดิ่งลงในระยะสั้น การรักษามูลค่าของการลงทุนจึงมีความสำคัญมากกว่าการแสวงหาผลตอบแทน เมื่อเวลาผ่านไป คุณอาจจะต้องลงทุนแบบระมัดระวังมากยิ่งขึ้น เนื่องจากคุณมีเวลาน้อยลงในการลงทุนและกู้คืนจากภาวะตกต่ำ

อย่าซื้อแพงแล้วขายถูก
หนึ่งในกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด คือ การทำตามแผนที่วางไว้ การเลือกที่จะไปต่อก็เหมือนเป็นการให้เวลากับตัวเองในการเปลี่ยนแปลงช่วงที่มีความผันผวน เมื่อคุณลงทุนเพื่อเป้าหมายระยะยาว เช่น การเกษียณอายุ ยิ่งเริ่มเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี เพราะคุณจะรู้สึกยอมรับได้กับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น ยิ่งลงทุนเร็ว คุณจะยิ่งมีระยะเวลาที่นานกว่าในการฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจขาลงและช่วยให้คุณได้รับประโยชน์จากการเติบโตของตลาดด้วย แต่ถ้าคุณเป็นคนที่ไม่ชอบความเสี่ยงหรือรับได้แค่ความเสี่ยงต่ำ การเริ่มลงทุนตั้งแต่เนิ่นๆ ทำให้คุณมีเวลามากพอที่จะลงทุนให้งอกเงยด้วยความเสี่ยงที่ไม่สูงมาก

จงกระจายความเสี่ยง!
กลยุทธ์สุดท้ายในการบริหารความเสี่ยง ก็คือ ต้องกระจายการลงทุน การกระจายความเสี่ยงเป็นแนวคิดสำคัญที่ต้องจำในการสร้างพอร์ตการลงทุน คุณสามารถปรับสมดุลความผันผวนของตัวเลือกที่มีความเสี่ยงด้วยการลงทุนที่มีความเสี่ยงน้อยกว่า เพียงกระจายเงินของคุณไปลงทุนในสิ่งที่ต่างกัน

การลงทุนมีความเสี่ยง แต่อย่ากลัวจนเกินไป หากเข้าใจระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้และกลยุทธ์ในการจัดการกับความเสี่ยงแล้ว คุณจะสามารถสร้างกลยุทธ์การลงทุนที่จะทำให้คุณรู้สึกมั่นใจได้
messageImage_1668412553655.jpg

LET’S CONNECT

ขอบคุณสำหรับข้อมูล!

Subscribe Form

Thanks for subscribing!

stock trading

22 ถนนสุขุมวิท แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร 10110

bottom of page